Credit Card ใช้บัตรเครดิตอย่างมือใหม่ให้เหมือนโปรฯ

พอพูดว่าใช้บัตรเครดิตมันจะมีกลุ่มคำในกระแสสังคมประมาณว่า …​​ (ลองกวาดสายตาดูแล้วตอบตัวเองนะครับว่าเคยได้ยินอะไรบ้าง) อะ เริ่ม

มีเครดิต ชีวิตหรูหรา ติดหนี้บัตร ยิ่งใช้ยิ่งจน ฟุ่มเฟือย โปรโมชั่น ประหยัด ล้มละลาย แบล็คลิสต์ เงินคืน ส่วนลด ใช้เงินเกินตัว เอกสิทธิ ของฟรี ตามเทรนด์ หนี้สิน ผ่อน 0% รวยด้วยบัตรเครดิต ยิ่งใช้ยิ่งจน ชักหน้าไม่ถึงหลัง จ่ายถูกกว่า หายนะการเงิน สร้างโอกาส เครดิตบูโร

คุณเคยเห็นคำพวกนี้บ้างไหม และแนวไหนที่คุณได้ยินมาแนวดีหรือแนวร้ายครับ ส่วนใหญ่จะไปในทางร้ายใช่ไหมละครับ ก่อนจะไปต่อผมขอแก้ตัวก่อนนะว่า บทความนี้มิได้เขียนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้คุณใช้เงินเกินตัวหรือส่งเสริมความเป็นทุนนิยมสุดโต่ง แต่ในเมื่อเราอยู่ในประเทศทุนนิยมและสังคมโลกก็เป็นทุนนิยมดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องใช้แนวคิดแบบทุนนิยมเพื่ออยู่รอดครับ เพื่อความง่ายในการจำผมจะจำแนกออกเป็นสิ่งที่ควรทำกับไม่ควรทำนะครับจะได้ดูง่ายๆหน่อย

สิ่งที่ควรทำในการใช้บัตรเครดิต

  1. เปิดบัตรที่มีโปรโมชั่นเข้ากับนิสัยการใช้จ่ายของเรา หรือความจำเป็นในการใช้จ่าย
    ตัวอย่างเช่นหากเรามีความจำเป็นต้องซื้อของสดเข้าบ้านบ่อยๆ บัตรที่เราจะเปิดควรมีโปรโมชั่นส่งเสริมการซื้อกับข้าวของเราเช่น คะแนน 2 เท่าในซุเปอร์มาร์เก็ต เครดิตเงินคืนเมื่อซื้อของสด เป็นต้น กรณีที่เราจะได้ยินบ่อยมากก็เช่น ได้ไมล์สะสมเพิ่มเวลาขึ้นเครื่องบินเพื่อนำมาแลกหรือลดค่าตั๋วเครื่องบิน
  2. ใช้จ่ายให้ตรงกับโปรของบัตรด้วย
    หลายคนเลือกบัตรที่มีโปรดีมาก แต่พอจะเอาไปใช้จริงกับใช้ใบที่เราถนัดโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงว่าใบไหนคุ้มกว่ากันซะงั้น แล้วผมทำไง
    2.1 เลือกเปิด 1 ใบที่สามารถรองรับทุกการใช้จ่าย ซึงผมเลือกบัตร T by U นามสมมติ ที่สามารถกำหนด Cashback หรือเครดิตเงินคืน 3% ตามหมวดการใช้จ่ายที่ต้องการ และ 1% ในหมวดที่ไม่ได้เลือก ซึ่งจะเป็นบัตรสิ้นคิดไว้ใช้ด่วนๆ (ใครไม่มีก็พยายามหานะครับ)
    2.2 มีอีก 2 ใบที่ร่วมโปรกับห้างดัง ผมจะมีใบนึงที่ร่วมโปรแบบคะแนน +2 คะแนนห้าง C อีกใบร่วมกับห้างเครือ M ได้คะแนนเพิ่ม และ Cashback 15% กับแอ็ป G สำหรับการเดินทาง
    2.3 เวลาไปห้างไหนก็ใช้บัตรใบนั้น สมมติผมเรียกรถใช้บัตรที่มี cashback ค่ารถ ไปห้าง C ใช้บัตรใบที่มีโปรกับห้าง C ไปห้าง M ก็ใช้อีกใบที่ร่วมกับห้าง M
  3. รู้วันตัดยอดบัตร แล้วจ่ายให้มันตรง
    เรื่องนี้ทำง่ายๆครับแต่คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจเรื่องวันตัดนยอด ทั้งๆที่เรื่องนี้สำคัญกับ cashflow ของคุณมาก สมมตินะ บัตรตัดยอดวันที่ 15 ของเดือน แล้วกำหนดจ่าย 28 – 30 ของเดือน หากคุณรูดในวันที่ 14 คุณต้องจ่ายเงินคืนในเดือนนั้นเลยคือ 28 – 30 แต่หากคุณอดใจรอนิดไปรูด 16 ยอดจะไปตัดวันที่ 15 เดือนถัดไป และต้องจ่ายจริงคือ 28 – 30 ของเดือนถัดไป หมายความว่าคุณมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นมากสุด 45 วันในการหาเงินมาจ่าย ซึ่งจะทำให้ cashflow ดีขึ้นด้วย และคุณก็จ่ายให้ตรงเวลาด้วยละ
  4. จ่ายเต็มดีกว่าขั้นต่ำ หรือมองหาโปร 0% ต่อเดือน
    เรื่องนี้อธิบายง่ายมากครับ จ่ายเต็มเราจ่ายทั้งต้นทั้งดอกแล้วหนี้เราจะเป็น 0 แสดงว่าไม่มีดอกเบี้ยจากส่วนที่เหลือ เพราะระบบสินเชื่อดอกเบี้ยเขาจะเก็บจากยอดเงินคงเหลือทบดอกทบต้นไปเรื่อยๆ ยกเว้นเราใช้โปรผ่อน 0% ยอดที่ใช้ในการผ่อนจะไม่มีดอกเบี้ย เช่นเรามีวงเงิน 50,000 ใช้ผ่อน 0% 6 เดือนไป 25,000 และรูดซื้อแบบไม่ผ่อนไป 10,000 เวลาถึงรอบจ่ายเขาจะคิดยอดเป็น
    ยอดผ่อน 0% 6 เดือนเดือนละ 4,166.67 และ 10,000 + ดอกเบี้ย
    ยอดที่ลอยตัวแล้วคือยอดผ่อนที่ไม่มีดอก แต่ยอดนอกนั้นมันจะ ทบต้นทบดอก หากเราจ่ายไม่ตรง หรือถึงเราจะจ่ายตรง ยอดเหลือก็จะมีดอกอยู่ดี แต่ถ้าหากเราจ่ายเต็มเลย ดอกก็จะหายไปด้วย ทำให้เราประหยัดได้อีกเยอะ และอย่าลืมมองหาโปร 0% ละ
  5. ปิดบัตรที่คุณไม่มีโอกาสได้ใช้
    เพราะบัตรมีค่าธรรมเนียมรายปี หากเราใช้ยอดไม่ตามเป้าจะโดนค่าธรรมเนียมรายปีนะครับ ด้งนั้นบัตรไหนไม่ได้ใช้ ปิดไปนะครับ ส่วนบัตรไหนที่โอกาสได้โปรโมชั่นน้อยก็ปิดไปก็ได้ครับ เช่นบัตรที่สะสมไมล์จากการบิน ถ้าเราบินแบบ 5 ปีครั้งเลย หรือปีนึง 1 – 2 ครั้ง ผมว่าปิดไปดีกว่าครับ ไม่คุ้มและยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีอีก ปิดครับปิด

สิ่งที่ไม่ควรทำในการใช้บัตรเครดิต

  1. ทุกอย่างที่ตรงข้ามกับ 5 ข้อข้างบน
  2. กดเงินสดออกมาจากบัตรเครดิต
    เวลาเรากดเงินสดออกมาใช้เรตดอกเบี้ยจะเป็นสินเชื่อบุคคลและมักไม่ร่วมโปรโมชั่นอะไรเลย ดังนั้นคุณจะต้องใช้หนี้มากขึ่นอย่างมากในการจ่ายเงินคืน หากคุณต้องการเงินด่วนแนะนำให้ขอสินเชื่อบุคคลโดยเฉพาะดีกว่าครับ
  3. โยกหนี้ระหว่างบัตร
    คือไปกดเงินสดจากอีกบัตร มาจ่ายอีกบัตร ผลพวงคือจ่ายดอกแพงจากใบแรก มาจ่ายใบที่ 2 ซึ่งมันจะเลวร้ายมากหากจ่ายใบที่ 2 แบบขั้นต่ำด้วย เท่ากับคุณมีหนี้ 2 ก้อนที่ต้องจ่ายแพงขึ้นอีก หากชีวิตคุณต้องโยกหนี้แนะนำให้คุยกับธนาคารเพื่อปรับโครงสร้าง พักชำระ เพื่อให้คุณสามารถจ่ายได้ ดีกว่าหมุนจนดอกเบี้ยบานเกินต้าน และต้องค้างชำระนะครับ

บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ของผมเองนะครับ ผมเคยหนี้ท่วมจนต้องหยุดจ่ายบัตร ติดบูโรไป 3 ปีมาแล้วนะครับ กว่าจะปรับโครงสร้างหนี้ กว่าจะใช้หนี้หมด กว่าจะล้างประวัติได้ รวมๆกันคือ 5 ปี กว่าจะมีวันนี้วันที่ซื้อบ้านได้ และใช้บัตรเครดิตเป็นกำไร ก็หวังว่าประสบการณ์พวกนี้จะช่วย Hack ชีวิตคุณได้นะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *